ภาพกิจกรรม
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน นำ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และคณะ เฝ้ารับพระราชทานพระนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญตามวัตถุประสงค์ของ "กองทุนหทัยทิพย์" ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์
28
16 ตุลาคม 2568

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กราบทูลถวายรายงานถึงแผนการขับเคลื่อนดำเนินงานของ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีประเด็นของแผนที่การสำรวจ การจัดทำหลักเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา จุดที่สามารถก่อสร้างรั้วชายแดน ขั้นตอนการดำเนินการ แบบของการก่อสร้างรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล

.

ทั้งนี้ ในส่วนของแผนที่การสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ความยาวรวม 798 กิโลเมตร ได้มีการปักหลักเขตแดนไว้อีก 74 หลัก โดยเริ่มจากหลักเขตแดนที่ 1 ที่ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และปักหลักต่อ ๆ ไปทางทิศตะวันตกไปทาง จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และสิ้นสุดที่หลักเขตแดนที่ 73 อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยหลักเขตแดนแต่ละหลักจะปักไปตามลักษณะภูมิประเทศธรรมชาติ

.

สำหรับเขตแดนที่ 52-59 มีที่ตั้งอยู่ในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ติดต่อกับอำเภอกอมเรียง จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา โดยจะกำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักต่อหลัก ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 รวม 8 หลัก รวมระยะทาง 8.4 กิโลเมตร และทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันในที่ตั้งหลักเขตแดน

.

ในส่วนแผนการดำเนินงานจุดที่สามารถก่อสร้างรั้วชายแดน และขั้นตอนการดำเนินการ โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นชอบให้สร้างรั้วในบริเวณที่ตกลงเรื่องเขตแดนได้ในพื้นที่ที่เหมาะสม รูปแบบรั้วที่จะก่อสร้างให้มีความเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศ ทั้งนี้ มอบหมายให้กองบัญชาการกองทัพไทยรับผิดชอบในการพิจารณา ทั้งนี้ จุดที่จะสามารถดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา คือ บริเวณหลักเขตแดนที่ 52-59 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยจะเริ่มดำเนินการบริเวณหลักเขตแดนที่ 52-54

.

นอกจากนี้ ในการก่อสร้างรั้วชายแดน จะดำเนินการออกแบบให้มีคุณลักษณะคงทน ถาวร สามารถป้องกันการบุกรุกทำลาย รื้อถอน หรือการลักลอบข้ามแดนทั้งการขุดลอดและการปีนข้าม เป็นรั้วความสูง 3.50 เมตร มีครึ่งล่างของรั้วเป็นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง ครึ่งบนเป็นตะแกรงเหล็กชุบอลูชิงค์ มีความทนทาน วางด้านบนด้วยลวดหนามหีบเพลงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 ซม. และมีการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ผิวจราจรลูกรัง กว้าง 5 เมตร ในส่วนของบังเกอร์บุคคล ผลิตด้วยคอนกรีตคุณภาพสูง เป็นลักษณะชิ้นส่วนสำเร็จรูป ความสูง 2.1 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร ผนังหนา 15 เซนติเมตร ซึ่งภาพรวมผลการทดสอบสามารถต้านทานแรงกระสุน และระเบิดขนาดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

.

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้กองทัพไทยดำเนินการได้ทันที ด้วยทรงห่วงใยในความปลอดภัย คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

.

ทั้งนี้ การสนับสนุนเพื่อจัดสร้างกำแพงและบังเกอร์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งกองทุนหทัยทิพย์ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนรวมพลังของคนไทยทั้งชาติเพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยสู่ชายแดนโดยเร็ว ผู้ประสงค์ร่วมบริจาคสามารถสมทบทุนผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

🔸 บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า เลขที่ 229-3-03266-6

🔸 บัญชีสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า เลขที่ 229-4-29977-7

📱หรือสแกน QR Code ระบบ e-Donation ผ่านแอปธนาคาร

ข้อมูลการบริจาคจะถูกส่งไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติในนามเจ้าของบัญชีเท่านั้น

ผู้บริจาคต้องกด “ยอมรับ” ให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูลแก่กรมสรรพากร

เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า


แผนผัง เว็บไซต์